การเขียนรายงาน

เทคนิคการเขียนรายงานทางวิชาการ (อยู่ระหว่างการจัดทำเนื้อหา)

1. กำหนดหัวข้อ
การทำรายงานวิจัย จะต้องกำหนดหัวข้อก่อน โดยค้นหาข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันนิยมค้นจากอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยสามารถขยายการค้น หรือทำให้หัวข้อให้แคบลง เพื่อให้ได้หัวข้อมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น "การเลือกอาหารสุขภาพในผู้สูงวัย" และทำการค้นข้อมูลด้วยการใช้คำค้น "อาหารเพื่อสุขภาพ" และ "ผู้สูงวัย" จากนั้น ให้ตั้งคำถามในหัวข้อที่ตั้งขึ้น เช่น ผู้สูงวัยมีความใส่ใจเรื่องสุขภาพจริงหรือไม่ ผู้สูงวัยสนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพประเภทใดมากที่สุด อะไรที่เป็นปัจจัยในการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพของผู้สูงวัย การโฆษณามีผลต่อการเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพหรือไม่ เป็นต้น 

2. รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น
เมื่อกำหนดหัวข้อการวิจัยได้แล้ว ผู้วิจัยต้องรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นให้ครอบคลุมประเด็นในหัวข้อที่กำหนด โดยค้นคว้าจากเอกสารประเภทต่าง ๆ เพื่อดูว่ามีเอกสารใดบ้างที่จะใช้อ้างอิงการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ และหาเอกสารได้จากแหล่งใด  ผู้วิจัยจะต้องอ่านและจดบันทึกข้อความไว้ เพื่อนำไปเรียบเรียงเนื้อหาของรายงาน 

3. รู้จักระบบการสืบค้นและฐานข้อมูลห้องสมุด
ผู้วิจัยควรเรียนรู้และทำความเข้าใจกับระบบการสืบค้นและฐานข้อมูลของห้องสมุด เพราะแต่ละฐานข้อมูลจะมีระบบการสืบค้น การใช้เทคนิค สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน 

ยกตัวอย่าง การใช้คำสั่งในการสืบค้น
กรณีที่ใช้คำสั่งในการสืบค้นนี้ มักเป็นการสืบค้นชนิดขั้นสูง หรือการค้นที่ซับซ้อน หรือที่เรียกว่า advanced search ซึ่งระบบสืบค้น ส่วนใหญ่จะออกแบบให้เพื่อการค้นที่ลุ่มลึกมากขึ้น โดยการใช้คำเชื่อม ที่เรียกวิธีค้นว่าบูลลีน (Boolean Logic) ซึ่งมักพบในการค้นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ คำเชื่อมที่ใช้ มีดังนี้

AND - ใช้เพื่อจำกัดการค้นให้เรื่องที่ค้นได้แคบลง เช่น ผู้สูงอายุ AND การบริโภค การค้นด้วยการใช้คำเชื่อมนี้ หมายถึง ให้คำที่ระบุทั้งสองคำอยู่ในเอกสารเรื่องเดียวกัน
OR - ใช้เพื่อให้การค้นขยายขอบเขตมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุ OR คนชรา  หมายถึง ให้คำใดคำหนึ่งอยู่ในเอกสารเรื่องเดียวกัน
NOT - ใช้เพื่อขจัดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากผลการค้น  เช่น   Healthy food NOT Beverage  หรือ  ผู้สูงวัย NOT  โรค

*    - เครื่องหมายละท้ายคำ (Truncation) เพื่อการค้นคำศัพท์ที่มีรากศัพท์เดียวกัน หรือ คำที่ลงท้ายต่างกัน ตัวอย่าง เช่น Nutri*  ระบบจะทำการดึงเอกสารที่มีคำขึ้นต้นด้วยคำค้นนั้นออกมาทั้งหมด ได้แก่ เอกสารที่มีคำว่า nutrition nutrient  
( )  - เครื่องหมายวงเล็บ (Parentheses) ใช้สำหรับการจัดลำดับกลุ่มคำที่ใช้ในการค้น ตัวอย่างเช่น (old age or ..... ) and health หมายถึง เอกสารที่ค้นพบจะต้องมีคำ old age หรือ  ..... ปรากฏ และเอกสารทั้งหมดนั้นต้องมีคำว่า สุขภาพ อยู่ด้วย
"  " - เครื่องหมายอัญประกาศ ใช้สำหรับกำหนดคำค้นให้อยู่ด้วยกัน เช่น "Jung Food"  ระบบจะต้องไปจับคำทั้งสองคำในเขตข้อมูลเดียวกัน ที่อยู่ด้วยกันออกมาเท่านั้น

4. ค้นหาวรรณกรรมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
นอกจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อแล้ว ผู้วิจัยควรค้นหางานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้วยว่ามีใครทำวิจัยในหัวข้อนี้บ้าง เป็นการหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนของการทำวิจัย โดยเริ่มจากการค้นข้อมูลจากห้องสมุด ทั้งประเภทสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์  

5. ประเมินเอกสารและการบันทึกข้อมูล
ผู้วิจัยต้องประเมินเอกสารทั้งความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (primary source) เช่น งานวิจัย และแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (secondary source) เช่น ข่าว ตำรา นอกจากนี้ สามารถพิจารณาจากผู้แต่ง ซึ่งอาจเป็นบุคคลที่วงการวิชาการเรื่องนั้น ๆ ให้ความเชื่อถือ โดยดูจากค่าการอ้างอิง (citation index) แหล่งตีพิมพ์ เช่น วารสารที่มีค่า journal impact factor สูง หรือได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูลสากล หรือดูจากสถาบันที่ผู้แต่งสังกัด

6. เรียบเรียงเนื้อหานำเสนองานวิจัย
การเขียนโครงร่างการวิจัยจะมีรูปแบบที่แตกต่างการ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแหล่งทุน แต่โดยปกติแล้วจะประกอบด้วยหัวข้อดังนี้
- ชื่อโครงการวิจัย
- ชื่อผู้วิจัยหรือคณะผู้ร่วมวิจัย
- จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย
- ขอบเขตของการวิจัย
- สมมติฐาน
- วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
- เครื่องมือและเทคนิคที่ใช้ในการเก็บข้อมูล
- งบประมาณ (ถ้ามี)
- การวิเคราะห์ข้อมูล
- ผลที่คาดว่าจะได้รับ

คู่มือการเขียนวิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  01 มิถุนายน 2564, 13.07 น.