วิสัยทัศน์สำนักหอสมุด : เป็นศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) ระดับแนวหน้า ที่สนับสนุนการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความเป็นเลิศ (University of Excellence) Vision: Chiang Mai University Library is a leading learning center in support of the University of Excellence
 
สาระน่ารู้จากศูนย์สนเทศภาคเหนือ


วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

พิธีวันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หรือราวเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงเสวยอาสาฬหฤกษ์ แต่หากตรงกับปีอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน วันอาสาฬหบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลัง ตกในราวเดือนสิงหาคม

ประวัติความเป็นมา "อาสาฬหบูชา" ย่อมาจากคำว่า "อาสาฬหปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสฬห คือ เดือน 8 ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา เพราะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 3 ประการ ดังนี้

1. เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ แสดงธรรมเป็นครั้งแรก มีชื่อว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งมีใจความสำคัญกล่าวถึงอริยสัจหรือความจริงอันพระเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ, สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์, นิโรธ คือ ความดับทุกข์ และมรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ การแสดงธรรมครั้งแรกนี้ เพื่อโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 คือ อัญญาโกญทัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ จึงถือกันว่าเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา

2. เป็นวันที่เกิดสังฆรัตนะหรือเป็นวันที่เกิดพระอริยสงฆ์สาวกในพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกคือ พระอัญญาโกญทัญญะ ซึ่งเมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรจบลงแล้ว ท่านก็บังเกิดดวงตาเห็นธรรมและได้ทูลขอบวช ซึ่งพระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้อุปสมบทเป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาในวันนี้

3. เป็นวันที่พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า เกิดขึ้นครบ 3 ประการ และเป็นครั้งแรกในโลก ซึ่งเหตุการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะแล้วเป็นเวลา 2 เดือน การประกอบพิธีในวันอาสาฬหบูชา จุดมุ่งหมายในการประกอบพิธีในวันอาสาฬหบูชา เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทั้ง 3 ประการที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล และน้อมนำเอาคำสั่งสอนมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติต่อไป

การประกอบพิธีในวันสำคัญนี้ แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ

1. พิธีหลวง

2. พิธีราษฎร์

3. พิธีสงฆ์

สำหรับพิธีหลวงและพิธีราษฎร์นั้น มีการปฏิบัติเช่นเดียวกับวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชา คือมีการถือศีล ปฏิบัติธรรม เวียนเทียน และฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น ในส่วนของพิธีสงฆ์ เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จะมีการสวดมนต์ทำวัตรเย็นหรือตอนค่ำ แล้วสวดธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร หรือพิธีการอื่น ๆ ซึ่งแล้วแต่ทางวัดจะเป็นผู้กำหนด และมีพิธีเวียนเทียนเป็นลำดับไป

ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติในวันอาสาฬหบูชา

1. ควรไปร่วมพิธีเวียนเทียนกับพระสงฆ์ที่วัด เพื่อสืบทอดประเพณีอันดีงาม และเป็นการร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนาเพื่อน้อมรำลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยพร้อมทั้งถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชาด้วย

2. ตามสถานที่ราชการ สถานศึกษา และที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยายฉายสไลด์หรือบรรยายธรรม เกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชา เป็นต้น เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

 ที่มาข้อมูล : http://www.dhammajak.net/

ประเพณีเข้าพรรษาและถวายเทียนพรรษา

วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา มีธรรมเนียมของสงฆ์อยู่ว่า พระสงฆ์ทุกรูปที่บวชใหม่และบวชมานานมีพรรษามาก จะอยู่ในแห่งหนตำบลใดก็ตาม เมื่อถึงวันนี้แล้วจะต้องทำพิธีอธิษฐานพรรษา กล่าวคืออธิษฐานเพื่ออยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งที่ตนทำพิธีอธิษฐานนั้น ตลอดเวลา 3 เดือน ในฤดูฝน สาเหตุที่พระสงฆ์จะต้องจำพรรษานี้ ท่านกล่าวไว้ในบาลีวัสสูปนายิกาขันธ์คัมภีร์มหาวรรค พระวินัยปิฎกว่า

ประเพณีในมัชฌิมประเทศสมัยโบราณ คืออินเดียตอนเหนือชนที่เที่ยวไปมาอยู่เสมอนั้น จากเมืองโน้นไปเมืองนี้ จากเมืองนี้ไปเมืองนั้น คือคนที่เป็นพ่อค้าเที่ยวค้าขายก็ดี ผู้ประพฤติตนเป็นนักบวชไม่มีห่วงใยเที่ยวไปมาอยู่ เช่น พวกเดียรถีย์ และปริพาชกต่างๆ ก็ดี เมื่อถึงฤดูฝนก็หยุดพักแรมอยู่ ณ เมืองใดเมืองหนึ่ง เมื่อสิ้นฤดูฝนแล้วจึงเดินทางต่อไป เพราะภูมิประเทศสมัยนั้น เมื่อฝนตกย่อมเป็นโคลนเลนทั่วไป ไม่สะดวกแก่การเดินทางในฤดูฝน แม้พระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จไปมาอยู่ในเมืองต่างๆ ทั่วมัชฌิมประเทศ มิได้ประทับอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งเป็นประจำแต่เมื่อถึงฤดูฝนพระองค์ก็หยุดประทับอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งเหมือนเช่นคนอื่นๆ พระสงฆ์ทั้งหลายเมื่อยังมีน้อยและดำรงอยู่ในโลกุตรคุณ รู้จักการอันสมควรและไม่สมควรต่างก็หยุดพักเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่พระพุทธเจ้าจะต้องบัญญัติวินัยให้พระสงฆ์จำพรรษา เหตุการณ์ก็เรียบร้อยตลอดมา จนกระทั่งมีภิกษุมากขึ้น วันหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ มีพระสงฆ์พวกหนึ่งเรียกว่า "ฉัพพัคคีย์" คือมี 6 รูปด้วยกันเที่ยวไปเที่ยวมาทุกฤดูกาลไม่หยุดพักเลย แม้ในฤดูฝนก็ยังเดินทางเที่ยวเยียบย่ำข้าว หญ้าและสัตว์เล็กๆ ตายด้วยฝีเท้า คนทั้งหลายพากันติเตียนว่าแม้พวกเดียรถีร์ และปริพาชกเข้าก็ยังหยุด ที่สุดจนนกก็ยังรู้จักทำรังบนยอดไม้เพื่อหลบฝน แต่พระสมณศากยบุตรทำไมจึงยังเที่ยวอยู่ทั้ง 3 ฤดู เหยียบย่ำข้ากล้าและต้นไม้ที่เป็นของมีชีวิตอยู่ และทำสัตว์ให้ตายเป็นอันมาก ความทราบถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ จำพรรษาด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พระสงฆ์จึงต้องจำพรรษาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และมีวันเข้าพรรษารับต่อกันมาจนถึงกาลบัดนี้

กาลที่นิยมเรียกว่า ฤดูฝนนั้น มีกำหนด 4 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึง ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 แต่การจำพรรษาของพระสงฆ์จึงมีกำหนด 3 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรก เรียกว่า ปุริมพรรษา แปลว่าพรรษาแรก หรือพรรษาต้น ระยะหลังเรียกว่า ปัจฉิมพรรษาแปลว่าพรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ถ้าปีใดอธิกมาสคือ เดือน 8 สองหน ในปีนั้นให้ถือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลังเป็นวันปุริมพรรษา

การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตวันเข้าพรรษาไว้ 2 วัน คือ วันเข้าปุริมพรรษาและวันเข้าปัจฉิมพรรษานั้น ก็เพื่อว่าถ้าพระสงฆ์จะจำพรรษาในวันเข้าปุริมพรรษาไม่ทันด้วยเหตุจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจะได้มีโอกาสเลื่อนไปจำพรรษาในวันปัจฉิมพรรษาได้ วันเข้าพรรษาถึงแม้ว่าจะมีเป็น 2 ระยะก็จริง แต่ที่ถือว่าสำคัญและปฏิบัติเป็นธรรมเนียมโดยทั่วกันนั้น นิยมวันเข้าปุริมพรรษา ซึ่งเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันเข้าพรรษาไปครบ 3 เดือน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษาเพื่อเหลือเวลาไว้อีก 1 เดือน ในท้ายฤดูฝน สำหรับเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ต่อไป ฉะนั้น วันเข้าพรรษาที่กล่าวถึงในที่นี้หมายถึงวันเข้าปุริมพรรษานั่นเอง

สถานที่ที่พระสงฆ์จำพรรษานั้น พระพุทธเจ้าทรงห้ามไมให้จำพรรษาในกลางแจ้งในโพรงไม้และในตุ่ม ซึ่งไม่ใช่เสนาสนะ คือไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ทรงอนุญาตให้จำพรรษาที่มีกุฏิบัง มีหลังคา และฝารอบขอบชิด และต้องอยู่ให้ครบ 3 เดือน หากอยู่ไม่ครบ 3 เดือนหลีกไปเสีย พรรษาขาด ต้องอาบัติคือโทษขนาดเบาเรียกว่า อาบัติทุกกฎ ถ้ามีอันตราเกิดขึ้นจะอยู่ในที่นั้นไม่ได้ เช่น น้ำท่วม หรือชาวบ้านถิ่นนั้นต้องอพยพไปอยู่เสียที่อื่น ๆ เป็นต้น ก็ทรงให้ไประหว่างพรรษาได้ไม่เป็นอาบัติ หรือมีกิจจำเป็นจะต้องไปแรมคืนที่อื่น เช่น กิจนิมนต์ กิจเกี่ยวกับพระศาสนาตลอดจนพระอุปัชฌาย์อาจารย์อาพาธ เป็นต้น ทรงอนุญาตให้ไปด้วย สัตตาหสันนิวัติ คือไปแล้วกลับมาภายใน 7 วันพรรษาไม่ขาด

พิธีอธิษฐานพรรษา เมื่อถึงวันเข้าพรรษาพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันในโรงพระอุโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์เสร็จแล้ว เปล่งวาจาอธิษฐานพร้อมกันว่า อิมสฺมิ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ (ว่า 3 หน) แปลว่า ข้าพเจ้าจำพรรษาในอาวาสนี้ตลอด 3 เดือน ดังนี้เมื่อออกจากโรงพระอุโบสถแล้วกลับไปถึงที่อยู่ คือ กุฏิ ทำความสะอาดปัดกวาดเรียบร้อยแล้ว ตั้งน้ำฉันไว้แล้ว กล่าวคำอธิษฐานพรรษาในกุฏิอีกว่า อิมสฺมิ วิหาเร อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ (ว่า 3 หน) แปลว่า ข้าพเจ้าจำพรรษาในกุฏินี้ตลอด 3 เดือน ดังนี้

ดังมีพิธีสำคัญอีกพิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวเนื่องกับการเข้าพรรษาคือพิธีขอขมาโทษ วิธีปฏิบัติคือ พระผู้น้อยนำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปหาพระผู้ใหญ่ กล่าวคำขอขมาโทษ เป็นใจความว่า "ขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินทางกาย วาจา ใจ เพราะความประมาท" แล้วพระผู้ใหญ่ก็กล่าวตอบเป็นใจความว่า "ข้าพเจ้าขอยกโทษให้แม้ท่านก็พึงยกโทษให้ข้าพเจ้า" พระผู้น้อยก็กล่าวว่า "ข้าพเจ้ายกโทษให้" เป็นอันว่าต่างฝ่ายต่างก็ยกโทษให้แก่กันและกัน เป็นวิธีสมานสามัคคีได้อย่างดียิ่ง พิธีขอขมาโทษนี้ทำภายหลังจากอธิษฐานพรรษาแล้ว

การเข้าพรรษาของชาวบ้าน

กิจกรรมเกี่ยวกับการเข้าพรรษานอกจากจะเป็นกรณียกิจที่พระสงฆ์ได้ทำกันมาจนเป็นประเพณีแล้วชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนาก็ถือการเข้าและออกพรรษาเป็นงานสำคัญของตน ด้วยในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 4 ของพระพุทธเจ้าอันได้แก่ 1. พระภิกษุ 2. ภิกษุณี 3. อุบาสก 4. อุบาสิกา โดยพฤตินัยชาวบ้านที่ประพฤติตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา จะต้องมีพิธีที่เข้าพรรษาด้วยเหตุผลดังนี้

1. การหยุดเดินทางไปในหน้าฝน

การหยุดเดินทางในหน้าฝนนั้น เนื่องจากสมัยโบราณผู้ชายมีบทบาทมากในการหาเลี้ยงครอบครัว มีภารกิจติดต่อค้าขาย ออกจากบ้านของตนไปสู่สถานที่ห่างไกลพักแรมไปตามหมู่บ้าน ตำบลต่าง ๆ เช่น การขายมีด ขายเสื้อผ้า ขายยาสูบ ขายเครื่องประดับ เป็นต้น ต้องเดินทางไปไกล ในฤดูแล้งซึ่งการเดินทางสะดวก เมื่อถึงฤดูฝน แผ่นดินชุ่มด้วยน้ำเต็มทางเดินเป็นโคลนตม ไม่สะดวกต่อการสัญจร ผู้ชายที่เป็นพ่อค้าเดินทางไกลจึงต้องกลับมาสู่ที่อยู่ของตนพักผ่อนกับลูกเมีย ชั่วระยะฤดูฝน 3 - 4 เดือน ดังนั้น ช่วงฤดูฝนจึงเป็นการเข้าพรรษาไปในตัว

2. การทำนา

การทำนา นับเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของชาวบ้านผู้ชายทุกคนจะเป็น "พ่อไฮ่พ่อนา" คือ เป็นชาวไร่ชาวนา เมื่อเดือน 9 -10 มาถึงการทำนาจะเริ่มต้น ต้องเตรียมแอก เทียมไถเตรียมจัดควายที่ใช้ลากไถและจะต้องรีบหว่าน ไถระยะนี้ คือ ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม ปลูกให้เสร็จหากเลยจากเดือนทั้ง 3 นี้ไปจะเป็นปลายฤดูฝน ข้าวกล้าจะขึ้นไม่ทันกับฤดูกาล ชาวบ้านในล้านนาเรียกว่า "มันหล้า" คือ "ช่วงสุดท้าย" ถึงกับมีคำก้อมพังเพยว่า "เยียะนาหล้าเป็นข้าควาย เอาเมียขวายเป็นข้าลูก" (ทำนาช้าเป็นขี้ข้าควาย แต่งงานช้าเป็นขี้ข้าลูก) การหยุดเดินทางในหน้าฝนของชาวบ้านนับเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ชายทุกคนต้องปฏิบัติเพื่อสร้างงานผลิตข้าวไว้กินตลอดปี

3. การหยุดสิ่งที่ไม่ดี

การหยุดทำสิ่งไม่ดี ผู้ชายส่วนมากมักจะคบหาเพื่อนฝูงมิตรสหาย ประพฤติสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เช่น การดื่มสุรายาเมา เล่นการพนัน ประพฤติเสเพลต่างๆ เมื่อถึงฤดูกาลเข้าพรรษาจะพยายามเลิกละสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ด้วยการอธิษฐานเลิกละ เช่น หยุดการดื่มเหล้า หยุดเล่นการพนัน เป็นต้น บางคนได้ในเวลา 3 เดือน ช่วงฤดูกาลเข้าพรรษา บางคนได้ไปโดยตลอด โดยถือเหตุแห่งการหยุดตอนเข้าพรรษาเป็นเกณฑ์

4. การหยุดเพื่อบำเพ็ญความดี

การหยุดเพื่อให้มีโอกาสบำเพ็ญความดี การไปวัดรับศีล-ฟังเทศน์ การบำเพ็ญภาวนาเหล่านี้เป็นภารกิจที่สำคัญของชาวพุทธ บางคนงดการด่า หรือพูดจาหยาบคาย สิ่งเหล่านี้เป็นความดีที่ทุกคนต้องการให้มีให้เป็นเรียกกันว่า "ภาวนา" โอกาสดีที่สุดก็คือการหยุดหน้าฝนนี้เอง

5. โอกาสสั่งสอนบุตรหลาน

มีโอกาสสอนบุตรหลานของตน เป็นธรรมดาที่ชาวบ้านจะถือเอาฤดูฝนเป็นเวลาสั่งสอนบุตรหลานของตนเพราะมีเวลาใกล้ชิด เนื่องจากไม่ได้เดินทางไปที่ไหน ๆ การเรียนในสมัยโบราณมักจะสอนหนังสือกันตามวัดและตามบ้าน และวิชาชีพหลายอย่าง พ่อแม่จะถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานตอนหน้าฝน เพราะมีเวลาสอนอย่างใกล้ชิดให้ทั้งความรู้ทางทฤษฎีและการปฏิบัติจริงรวมทั้งข้อปฏิบัติทางจริยธรรม และศีลธรรมด้วย

ดังนั้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษาพุทธศาสนิกชนย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่มากเหมือนกัน เพราะถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้บำเพ็ญบุญ บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ จากที่ได้บำเพ็ญเป็นประจำตามหน้าที่ของชาวพุทธอยู่แล้ว กล่าวคือเมื่อใกล้จะถึงวันเข้าพรรษาต่างก็ช่วยกันซ่อมแซมตกแต่งเสนาสนะ เพื่อให้สงฆ์ได้อยู่จำพรรษาด้วยความสุข บ้างก็ส่งลูกหลานเข้ารับการอุปสมบทเป็นภิกษุในพุทธศาสนาเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาต่อไป พอถึงวันเข้าพรรษาต่างก็ชักชวนกันไปประชุมตามวัดที่อยู่ใกล้บ้าน ถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัยแก่ภิกษุสามเณร บางพวกก็อธิษฐานว่า จะรักษาอุโบสถศีลตลอด 3 เดือน บางพวกก็อธิษฐานว่าจะฟังเทศน์ทุกวันตลอด 3 เดือน บางพวกก็ตั้งใจว่าจะทำบุญตักบาตรโดยมิได้ขาดตลอด 3 เดือน บางพวกที่มีใจหนักแน่นก็อธิษฐานใจเว้นจากสิ่งที่ควรเว้น บำเพ็ญแต่สิ่งที่ควรบำเพ็ญ เช่น พวกที่ดื่มเหล้าบางคนจะอธิษฐานว่า จะงดเว้นจากการดื่มเหล้าภายใน 3 เดือนนี้ จะไม่เล่นการพนันชนิดนั้นอย่างเด็ดขาด บางคนก็อธิษฐานใจด้วยตนเอง บางคนปฏิญาณต่อหน้าพระสงฆ์เป็นพยาน แล้วจะปฏิบัติตามคำอธิษฐานหรือคำปฏิญาณนั้นตลอด 3 เดือน

ประเพณีถวายเทียนเข้าพรรษา

การถวายเทียนเข้าพรรษาของประชาชนล้านนาไทย นิยมทำกันมาช้านานแล้ว เรียกว่าถวาย "ผะติ๊ดเทียนไฟ" แต่ทำถวายกันเป็นส่วนตัว พอถึงเวลาก็พาลูกหลานภายในครอบครัวไปถวาย ไม่ได้ทำกันเอิกเกริกเป็นส่วนรวม ดังเช่นที่ทำกันในภาคเหนือ ภาคอีสานปัจจุบันนี้

ค่านิยมของการถวายเทียนเข้าพรรษาของชาวล้านนา มีดังนี้

1. เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในระหว่างพรรษา

2. เพื่อให้ความสว่างเวลามีพิธีกรรมทางศาสนาในเวลากลางคืน เช่น การสวดมนต์ และการเทศน์ซึ่งต้องอ่านจากคัมภีร์ธรรม

3. เพื่อใช้เป็นเครื่องส่องสว่าง เวลาพระเณรในวัดศึกษาท่องพระธรรมวินัย ในเวลากลางคืน

4. เพื่อความสุขจากบุญกุศลที่ได้ทำบุญถวายเทียน ซึ่งมุ่งหวังให้มีปัญญาสว่างไสว ชีวิตจะได้รุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนแสงเทียนที่ส่องสว่าง

5. เพื่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ

เทียนเข้าพรรษา แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. เทียนหลวง หมายถึงเทียนที่ทำขนาดใหญ่ มีความสูงตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 8 นิ้ว

2. เทียนน้อย หมายถึงเทียนเล็ก คือขนาดโตกว่าเทียนไขธรรมดาเล็กน้อย แต่ก็จัดว่ามีขนาดใหญ่กว่าธรรมดาแล้ว

วิธีทำเทียน

เทียนน้อย สำหรับถวายเข้าพรรษา ใช้ด้ายดิบซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับด้ายสายสิญจน์ ขนาดของด้ายมากน้อยแล้วแต่ขนาดความใหญ่และความสูงของเทียน ไม่ได้กำหนดไว้ตายตัวจะนับเส้นเท่าอายุก็ได้นำขี้ผึ้งอย่างดี คือขี้ผึ้งแท้ ขี้ผึ้งที่มีขายตามท้องตลาดเรียกว่าขี้ผึ้งไม่แท้ เพราะเจือปนกับสิ่งอื่นเช่น ไขวัว - ควาย เพื่อต้องการให้ราคาถูกลง และคุณภาพก็คงจะเลวลงด้วย ถ้าเป็นขี้ผึ้งดีแล้ว เมื่อดมดูจะมีกลิ่นหอม เวลาจุดเทียนก็จะค่อยๆ ไหม้ลามไปทีละน้อย ไม่มีน้ำตาเทียนมากด้วย เมื่อได้ขี้ผึ้งดีมาแล้วเอามาหั่นเป็นแผ่นบางๆ ใส่ในภาชนะ เช่น ถาดเคลือบ หรือจานสังกะสี นำไปไว้กลางแดดเพื่อให้ขี้ผึ้งอ่อนตัวลง แล้วจึงนำมาแผ่เป็นแผ่นบางๆ ประกอบรอบๆ ไส้เทียนที่เตรียมไว้เหลือตรงปลายให้ไส้เทียนโผล่ขึ้นมาจะได้ใช้สำหรับจุด แล้วนำไปคลึงบนแผ่นกระดานหรืออะไรก็ได้ที่เป็นแผ่นราบ เพื่อให้เทียนกลมกลึง สวยงาม จะได้เทียนสำหรับถวายเข้าพรรษาตามต้องการ

เทียนหลวง หรือเทียนขนาดใหญ่ ในการทำจะต้องจัดเป็นพิธี เรียกว่า พิธีหล่อเทียนเข้าพรรษาซึ่งจะมีอุปกรณ์และวิธีทำดังต่อไปนี้

อุปกรณ์ในการทำ

1. ขี้ผึ้ง ส่วนมากใช้ขี้ผึ้งดี แต่เนื่องจากต้องใช้จำนวนมาก จึงเอาขี้ผึ้งแผ่นบ้างก็ได้ แต่ถ้าใช้ขี้ผึ้งแผ่นมากไปลำเทียนก็จะไม่แข็งแรง คือ จะอ่อนตัว และโน้มลงมาได้ง่ายถ้าถูกความร้อนเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเข้าจึงนิยมใช้ขี้ผึ้งดีเป็นส่วนใหญ่ บางแห่งก็ผสมเทียนไขลงไปด้วย เพื่อให้เกิดความแข็ง

2. ด้ายดิบ สำหรับทำไส้เทียน ถ้าเทียนใหญ่ก็ต้องใช้ไส้เทียนใหญ่ตามไปด้วย

3. เบ้าเทียน เบ้าเทียนหมายถึงภาชนะที่จะนำขี้ผึ้งเหลวใส่ลงไป เมื่อเย็นลงขี้ผึ้งจะแข็งตัว และมีลักษณะรูปร่างเช่นเดียวกับเบ้าเทียน เบ้าเทียนทำจากวัสดุต่างๆ กันดังนี้

- ทำจากลำต้นมะละกอ นำต้นมะละกอขนาดใหญ่ตามต้องการมาตัดหัวท้าย ตามขนาดความสูงของลำเทียน ใช้มีดผ่าตามยาวเป็น 2 ซีก ขูดไส้ในทิ้งให้หมด ตอนที่ขูดจะต้องตกแต่งบริเวณภายในให้เรียบไปด้วย แล้วจึงนำมาประกบติดกัน ผูกด้วยเชือก ใช้ดินเหนียวประกบตรงรอยต่อเพื่อเชื่อมไม่ให้ขี้ผึ้งเหลวไหลออกมาได้เวลาหล่อ

- ใช้ไม้ไผ่ซางทะลุปล้องให้กลวง ชนิดนี้เวลาหล่อจะต้องตั้งบนพื้นดิน จะได้ไม่รั่ว

- ใช้สังกะสีหรือเหล็กทำเป็นรูปทรงกลมบ้าง หกเหลี่ยมบ้าง แปดเหลี่ยมบ้าง ตามต้องการแบบนี้รู้สึกจะสะดวกกว่าแบบอื่น ๆ และรูปทรงงดงามกว่าด้วย กระบอกรูปทรงต่างๆ นี้จะต้องทำเป็น 2 ซีก หรือมากกว่าประกบกันอยู่ เพราะจะแกะออกได้เมื่อขี้ผึ้งแข็งตัวแล้ว

4. แท่นสำหรับรองรับเทียน (เชิงเทียน) เนื่องจากเทียนเล่มใหญ่มีน้ำหนักมาก ดังนั้นแท่นรองรับจะต้องแข็งแรงแน่นหนาและเหมาะสมกับขนาดลำเทียนด้วย

5. ภาชนะที่ใช้เคี่ยวขี้ผึ้ง จะใช้กระทะทอง หรือปีบก็ได้

6. เตาอั้งโล่ ใช้ก่อไฟสำหรับต้มในการหล่อเทียนเข้าพรรษาใหญ่นี้ จะทำโดยเจ้าภาพร่วมกันจัดทำหลายๆ คน หรือทำเป็นหมู่คณะ เช่น เทียนของโรงเรียน.....เทียนของคณะศรัทธาวัด.....เทียนของกลุ่มหนุ่มสาววัด..... เป็นต้น

วิธีทำ ก่อนที่จะมีการหล่อเทียน จะต้องทำปริมณฑล ทำราชวัตร คือเอาไม้ไผ่มาสานเป็นตา ๆ ทำรั้วรอบบริเวณที่จะทำการหล่อเทียน รั้วรอบหรือราชวัตรนี้ จะล้อมรอบในพื้นที่สี่เหลี่ยมมีประตูเข้าไปทุกด้าน คือทำประตูตรงกลางของรั้วทั้ง 4 ด้าน แต่ละมุมจะมีฉัตรกั้นไว้ และปักธงทิว เรียกว่า ทำราชวัตรฉัตรธง นอกจากนี้ จะมีต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นกุ๊ก มาปักตามราชวัตรด้วย

ภายในราชวัตรจะตั้งเตาอั้งโล่ และกระทะสำหรับเคี่ยวขี้ผึ้ง ใกล้ ๆ กับเตาจะมีเบ้า (พิมพ์) ภายในเบ้าจะมีไส้เทียนขึงยึดไว้มีการนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป 7 รูป หรือ 9 รูป แล้วแต่กรณี มาทำพิธีสวดชัยมงคลคาถาในขณะที่ลงมือทำการหล่อเทียนด้วย เพื่อให้เกดสวัสดิมงคล และเกิดความศรัทธาปสาทะยิ่งขึ้นในขณะที่พระสวดชัยมงคลคาถา ประธานในพิธีก็จะตักขี้ผึ้งหล่อลงในเบ้าเป็นคนแรก แล้วคนอื่นๆ ที่มาร่วมก็จะตักขี้ผึ้งหล่อตามไป เทียนที่หล่อแล้วจะต้องดูว่าไม่เป็นโพลง มีขี้ผึ้ง เต็มดีแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ถ้าเทียนมากอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ หรือหลายวัน เมื่อเย็นแข็งตัวดีแล้วจึงแกะออกจากเบ้าหรือพิมพ์

เมื่อได้เทียนมาแล้วจะต้องนำมาขูด เกลาให้เรียบร้อยตามต้องการ แล้วนำไปตกแต่งให้สวยงามอาจจะตกแต่งด้วยดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง หรือนำไปแกะสลัก แล้วแต่กรณี ก่อนวันอาสาฬหบูชา 1 วัน ชาวล้านนามานิยมไปถวายเทียนพรรษา เมื่อถวายแล้วทางวัดจะได้จุดตอนกลางคืนทุกคืนในขณะทำกิจกรรมทางศาสนาในเวลากลางคืน เจ้าภาพก็จะนำเทียนที่ตกแต่งอย่างสวยงามแห่เทียนไปถวายที่วัด

คำกล่าวถวายเทียนเข้าพรรษา

นโม (3 จบ) อิมัง ภันเต พุทธะปูชายะ วัสสะคะตัง ปะทีปัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต สังโฆ อิมัง วัสสะคะตัง ปะทีปัง ปะฏิคัณหาตุ อัมหากัญจะ มาตา ปิตุ อาทีนัญจะ เปตานัง สัพพะวัญจะ อัมหากัญจะ เทวะตานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

ข้าแด่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งเทียนประจำพรรษาเล่มนี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งเทียนประจำพรรษาเล่มนี้ เพื่อเป็นประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และมารดา บิดา ญาติสายโลหิตมิตรสหายทั้งหลาย ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย กับเทพเจ้าทั้งหลายทั้งปวงด้วย สิ้นกาลนานเทอญ

การถวายเทียนพรรษาเป็นประเพณีหนึ่งของชาวล้านนาที่นิยมทำกัน นอกจากหวังให้เกิดบุญเกิดกุศลแล้ว ถ้าทำเทียนใหญ่ย่อมก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ จึงสมควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีนี้โดยช่วยกันรักษาไว้ให้คงมีต่อไป อย่าให้เสื่อมสูญ

สำนักหอสมุด จัดพิธีหล่อเทียนพรรษาและถวายเทียนพรรษา

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดให้มีการหล่อเทียนพรรษาขึ้นในวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ณ บริเวณลานด้านหน้าสำนักหอสมุด มีบุคลากรและนักศึกษามาร่วมหล่อเทียนเป็นจำนวนมาก และจะนำเทียนพรรษาไปถวาย ณ วัดสันป่าหลวง ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน และทำนุบำรุงศาสนาและศิลปวัฒนธรรม และเพื่อให้บุคลากรสำนักหอสมุด มีส่วนร่วมในงานด้านทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม

รายการอ้างอิง

มณี พยอมยงค์. ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์, 2547.

 

 

 
   
   
 
       
       
       
จำนวนผู้เยี่ยมชม
นับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2550
1235978 คน
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๗
 


สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
เว็บไซต์ศูนย์สนเทศภาคเหนือ โดย งานศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงต้นฉบับ

ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทร.0-5394-4514, 0-5394-4517 :: email: ntic@lib.cmu.ac.th

Copyright 2007, Chiang Mai University Library. All rights reserved
:: best view at 1024 x 768 pixels ::